อีเมล์ :

รหัสผ่าน :


ลืมรหัสผ่าน | สมัครสมาชิก

คลินิกกฎหมาย

การเก็บของตกหาย : ประโยชน์และโทษตามกฎหมาย

รายละเอียด
อยากทราบว่าในเรื่องการเก็บของตกหายแล้วผู้ที่เก็บได้จะได้รับประโยชน์อย่างไรตามกฎหมายแพ่ง และเสียประโยชน์หรือได้รับโทษทางอาญาอย่างไร โดยขอแยกประเด็นในการศึกษาเป็น 2 กรณี ได้แก่ กรณีทางแพ่ง และทางอาญา อย่างไรบ้างค่ะ
คำตอบ
หลายท่านคงจะคุ้นเคยกับข่าวตามหน้าหนังสือพิมพ์หรือโทรทัศน์ที่มักมีการเผยแพร่ข่าวของพลเมืองดีที่สามารถเก็บของมีค่าต่างๆ ได้ไม่ว่าจะเป็นโทรศัพท์มือถือ คอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊ค สร้อยคอทองคำ หรือกระเป๋าสตางค์ เพชร เงิน โดยพลเมืองดีเหล่านี้ก็มักจะได้รับรางวัลจากบุคคลที่เป็นเจ้าของทรัพย์สินเหล่านั้นเป็นเงินจำนวนหนึ่ง ผลอันน้อยนิดจากการทำดีนี้เองที่ทำให้คนส่วนใหญ่ในสังคมคิดว่ารางวัลที่ได้รับมามีมูลค่าไม่มากเท่ากับสิ่งที่เขาเก็บได้
จะเห็นได้ว่าเรื่องที่ยกมานี้แท้จริงแล้วไม่ได้เกี่ยวข้องกับหลักทางศีลธรรมเท่านั้น แต่การเก็บของตกหายได้นั้นยังเกี่ยวกับเรื่องของกฎหมายโดยตรงอีกด้วย
ดังนั้น เห็นสมควรที่จะมีการส่งเสริมความรู้เบื้องต้นทางกฎหมายแพ่งและกฎหมายอาญาแก่บุคคลทั่วไป ในเรื่องการเก็บของตกหายมีประเด็นทางกฎหมายที่จะกล่าวถึงนี้สามารถจำแนก
ได้เป็น 2 ประเด็นด้วยกันคือ การเก็บของตกหายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ และการเก็บของตกหายตามประมวลกฎหมายอาญา
1.การเก็บของตกหายตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ก่อนอื่นต้องมาทำความเข้าใจในคำว่าของตกหายหรือทรัพย์สินหาย ว่าคือ ของที่มีเจ้าของแต่เจ้าของหรือผู้ที่มีสิทธิเหนือของนั้นไม่ทราบว่าของนั้นอยู่ที่ไหน หายไม่เจอ หรือทำตกไว้ที่ใด โดยที่เจ้าของยังมีกรรมสิทธิ์ในของนั้นอย่างบริบูรณ์คนที่เก็บได้จะไม่มีสิทธิใดๆในของหายที่เก็บได้นั้น ของหายนั้นต่างจากของที่ไม่มีเจ้าของ เพราะของไม่มีเจ้าของคือ เจ้าของได้สละกรรมสิทธิ์ในของนั้นหรือกล่าวอีกนัยหนึ่งคือไม่อยากได้ของนั้นแล้ว ของไม่มีเจ้าของคือของที่เจ้าของทิ้งแล้วนั่นเอง ใครอยากได้ก็เข้าไปเก็บเอาได้นึกถึงของที่อยู่ในถังขยะสินั่นคือของที่ไม่มีเจ้าของอยากได้ก็ไปเก็บเอา
การปฏิบัติตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์เมื่อเก็บของตกหายได้ ผู้ที่เก็บของตกหายได้มีหน้าที่ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1323 ต้องทำดังต่อไปนี้ คือ
1.ส่งมอบของนั้นแก่เจ้าของ หรือผู้ที่มีสิทธิจะได้รับของนั้น
2.แจ้งให้เจ้าของหรือผู้ที่มีสิทธิได้รับของนั้นโดยเร็ว
3.ส่งมอบของนั้นแก่เจ้าพนักงานตำรวจ หรือพนักงานเจ้าหน้าที่อื่น ภายใน 3 วัน และแจ้งถึงพฤติการณ์หรือเบาะแสที่ทราบเพื่อเป็นเครื่องช่วยในการตามหายตัวเจ้าของหรือผู้มีสิทธิได้รับของนั้น
ถ้าไม่ทราบตัวเจ้าของหรือผู้ที่มีสิทธิได้รับของนั้นให้ทำตาม ข้อ 3. ได้กำหนดคือส่งมอบแก่เจ้าพนักงานตำรวจหรือพนักงานเจ้าหน้าที่อื่น อีกทั้งผู้ที่เก็บของตกหายได้ต้องรักษาของนั้นไว้ด้วยความระมัดระวัง
1.1 สิทธิได้รับรางวัลจากเจ้าของหรือผู้ที่มีสิทธิได้รับของนั้น ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1324 คือเรียกเอารางวัลจากผู้ที่เป็นเจ้าของหรือผู้ที่มีสิทธิได้รับของนั้น เป็นจำนวนร้อยละ 10 แห่งค่าของ จาก 30,000.-บาท (เช่น ของตกหายมีค่า 30,000 บาท ผู้เก็บได้จะได้รางวัล 3,000 บาท) ถ้าของตกหายมีราคาสูงกว่า 30,000.-บาท ให้คิดเอาอีกร้อยละ 5 ของ

จำนวนเงินที่เกินจาก 30,000.-บาท (เช่น ของตกหายมีค่า 50,000 บาท ผู้เก็บได้จะได้รางวัลจาก 30,000 แรก คือ 3,000 บาท 20,000 บาท หลังจะได้ 1,000 บาท รวมจะได้รางวัลทั้งสิ้น 4,000 บาท)
ถ้าผู้ที่เก็บของตกหายได้ นำของที่เก็บได้ส่งเจ้าพนักงานตำรวจหรือพนักงานเจ้าหน้าที่อื่น ให้เจ้าของทรัพย์สินหรือผู้ที่มีสิทธิได้รับของนั้น เสียเงินเพิ่มต่างหากจากรางวัลที่จะต้องให้อีกร้อย 2 ครึ่ง แห่งค่าของของตกหาย เป็นค่าธรรมเนียม แต่ค่าธรรมเนียมนี้จำกัดไว้ไม่เกิน 1,000.-บาท ยกเว้นกรณีผู้ที่เก็บของตกหายได้ไม่ทำตามหน้าที่ที่กำหนดไว้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1323 ผู้นั้นไม่มีสิทธิรับรางวัลตามกฎหมาย เช่น เก็บได้แล้วไม่ส่งมอบของนั้นคืนเจ้าของ ไม่แจ้งเจ้าของ หรือส่งมอบแก่เจ้าพนักงานตำรวจ ย่อมไม่มีสิทธิได้รับรางวัล (อีกกรณีที่สำคัญคือ ถ้าไม่ใช่ของตกหายผู้เก็บได้ก็ย่อมไม่มีสิทธิได้รับรางวัลเช่นเดียวกันกล่าวคือเจ้าของไม่ได้ทำตก ไม่ได้ทำหาย แต่วางไว้แล้วยังไม่ได้มาเอาเพราะถูกกักตัวไว้เพื่อตรวจโรคก็ไม่สามารถรับรางวัลตามที่กฎหมายกำหนดได้ เว้นแต่จะให้รางวัลตามที่เจ้าของได้ให้มา )
1.2 สิทธิได้ของตกหายนั้นเป็นกรรมสิทธิ์ของตัวเอง ผู้ที่เก็บของตกหายได้ต้องทำตามหน้าที่ที่กำหนดไว้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1323 (เป็นเจ้าของในของตกหาย) หากเจ้าของหรือผู้ที่มีสิทธิได้รับของนั้นไม่เรียกเอาของนั้นภายใน 1 ปี นับแต่วันที่เก็บได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1325 วรรคแรก
1.3 ของตกหายที่ไม่มีผู้เรียกเอาเป็นโบราณวัตถุกรรมสิทธิ์ตกได้แก่แผ่นดินเสมอ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1325 วรรคสอง แต่ผู้ที่เก็บของตกหายได้มีสิทธิได้รับรางวัลแห่งค่าของของนั้นร้อยละ 10 จากราคาของวัตถุโบราณนั้น (เช่น ของโบราณนั้นมีค่า 1,000,000 บาท ผู้เก็บได้จะได้รางวัล 100,000 บาท) โบราณวัตถุ หมายถึง ของที่เป็นของเก่าไม่ว่าจะเกิดตามธรรมชาติ หรือเกิดจากการสร้างสรรค์ของมนุษย์ ของนั้นมีประโยชน์ทางศิลปะ ประวัติศาสตร์ หรือโบราณคดี ดูพระราชบัญญัติโบราณสถาน โบราณวัตถุ ศิลปวัตถุ และพิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติ พ.ศ.2504

1.4 ของตก หรือทิ้ง ทะเล ทางน้ำ หรือน้ำซัดขึ้นฝั่ง ต้องบังคับตามกฎหมายและข้อบังคับว่าด้วยการนั้น ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1326 เช่น พระราชบัญญัติเดินเรือในน่านน้ำสยาม พ.ศ.2456 มาตรา 127-129 ถ้ายังมีกรณีที่ไม่สามารถบังคับได้ ให้นำเอาประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 4 วรรคสอง คือ เอามาเทียบเคียงและบังคับ ส่วนใหญ่แล้วของที่ตกน้ำแล้วจะบังคับอย่างไรไม่มีกฎหมายบัญญัติไว้ชัดเจน แต่เนื่องจากของที่ตกน้ำแล้วเจ้าของจะคิดว่าไม่มีทางได้คืนมา หรือเรียกง่ายๆว่าเจ้าของมีเจตนาสละกรรมสิทธิ์แล้ว จึงได้เห็นกันเนืองๆว่าจะมีคนมาดำน้ำ หรือร่อนหาของมีค่าในน้ำ เพราะถือว่าของที่ตกน้ำนั้นไม่มีเจ้าของแล้วคนที่เก็บได้จึงได้เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์
1.5 ของมีค่าที่ซ่อนหรือฝังไว้ เป็นไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1328 โดยของมีค่านั้น ตามคำพิพากษาฎีกาที่ 110/130 มีการแบ่งทรัพย์แผ่นดินออกเป็น 3 สถาน คือ 1.ของมีค่าราคามาก 2.ของที่เป็นโบราณวัตถุหรือของประหลาด 3.ของไม่มีค่า และยังต้องไปดู พระราชบัญญัติโบราณสถาน พ.ศ.2504 มีข้อที่ต้องสังเกตว่าของมีค่านั้นจะต้องซ่อนหรือฝังไว้ ไม่เป็นที่เห็นได้โดยง่าย ถ้าเห็นได้โดยง่ายจะเป็นเรื่องของของตกหายไป ซึ่งของมีค่าที่ซ่อนหรือฝังไว้มีผู้เก็บได้และไม่มีผู้ใดอ้างว่าเป็นเจ้าของได้ กรรมสิทธิ์แห่งของนั้นตกเป็นของแผ่นดิน ผู้ที่เก็บได้ต้องส่งมอบของนั้นแก่เจ้าพนักงานตำรวจ หรือพนักงานเจ้าหน้าที่อื่น เมื่อส่งมอบแล้วมีสิทธิได้รับรางวัล 1 ใน 3 แห่งค่าของของนั้น (เช่น ของนั้นมีค่า 900,000 บาท ผู้เก็บได้มีสิทธิรับรางวัล 300,000 บาท)
2.การเก็บของตกหายตาม ตามประมวลกฎหมายอาญา คือ ต้องรับโทษทางอาญา
2.1 ความผิดฐานลักทรัพย์ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 334 บัญญัติว่า ผู้ใดเอาทรัพย์ของผู้อื่น หรือที่ผู้อื่นเป็นเจ้าของรวมอยู่ด้วยไปโดยทุจริต ผู้นั้นกระทำความผิดฐานลักทรัพย์ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี และปรับไม่เกิน 6,000.-บาท
การเอาทรัพย์ของผู้อื่นไปนั้นรวมถึงทรัพย์ที่ผู้อื่นได้ครอบครองทรัพย์ไว้แทนเจ้าของตัวจริงก็ได้ ดังนั้นการเก็บของตกหายได้แล้วเอาไปโดยอยากได้เก็บไว้เป็นของตัวเอง ย่อมมีความผิดฐานลักทรัพย์และต้องรับโทษทางอาญาคือจำคุกตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 334 ได้เพราะหากเจ้าของตกหายนั้นยังติดตามหาคืนของนั้นคืนได้อยู่ (เจ้าของทรัพย์อยู่ใกล้ทรัพย์ตกหายและกำลังติดตามหาของที่ตกหายนั้น เช่นเจ้าของกระเป๋าใส่เงินนั่งดูหนังแล้วทำกระเป๋าใส่เงินหล่นผู้เก็บได้นั่งอยู่ข้างๆจึงเก็บเอาไว้เป็นของตัวโดยไม่บอกเจ้าของ โดยต้องดูสภาพทรัพย์ เหตุการณ์ เวลา และพฤติการณ์ของเจ้าของทรัพย์ประกอบด้วย) เช่น คำพิพากษาฎีกาที่ 1360/2503 ทรัพย์สินหายเป็นเรื่องที่ทรัพย์หลุดพ้น ไปจากความยึดถือของเจ้าของหรือผู้ครอบครองโดยมิได้ตั้งใจ ไม่ใช่เรื่องสละการครอบครอง ผู้ใดเก็บเอาทรัพย์นั้นไป จะเป็นลักทรัพย์หรือยักยอกทรัพย์สินหาย ต้องพิจารณาตามพฤติการณ์เป็นราย ๆ ไป คือ ถ้าเก็บเอาไปโดยรู้หรือควรรู้ว่าทรัพย์นั้นเจ้าของกำลังติดตามหรือจะติดตามเพื่อเอาคืนเป็นลักทรัพย์ ถ้าไม่รู้หรือไม่มีเหตุอันควรรู้เป็นยักยอกทรัพย์สินหาย เช่น รถทหารคว่ำทำให้ปืนทหารตกน้ำ 1 กระบอก ทหารทำการงมหา 2 ครั้งไม่พบ จึงไปแจ้งความที่อำเภอ ต่อมาค่ำวันเดียวกันนั้นเอง จำเลยไปงมเอาปืนนั้นมาขายเสียแสดงว่าจำเลยรู้หรือควรรู้ว่ารถทหารคว่ำปืนจมน้ำอยู่ แล้วถือโอกาสตอนปลอดผู้คนไปงมเอาปืนที่อยู่ในระหว่างเจ้าของกำลังติดตามเพื่อเอาคืน จึงผิดฐานลักทรัพย์ ซึ่งกล่าวได้ว่าถ้ามาหาครั้งที่ 3 จะพบปืนได้ ถือได้ว่ามีเหตุขาดจากการยึดถือปืนเป็นเพียงชั่วคราว เท่านั้น
2.2 ความผิดฐานยักยอกทรัพย์สินหาย ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 บัญญัติว่า ผู้ใดครอบครองทรัพย์ของผู้อื่น หรือที่ผู้อื่นเป็นเจ้าของรวมอยู่ด้วย เบียดบังเอาทรัพย์นั้นเป็นของตนหรือเป็นของผู้อื่นโดยทุจริต ผู้นั้นกระทำผิดฐานยักยอก ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 6,000.-บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
ถ้าทรัพย์นั้นได้ตกมาอยู่ในความครอบครองของผู้กระทำความผิด เพราะผู้อื่นส่งมอบให้โดยสำคัญผิดไปด้วยประการใด หรือเป็นทรัพย์สินหายซึ่งผู้กระทำผิดเก็บได้ ผู้กระทำต้องระวางโทษจำคุก 1 ปี 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 3,000.-บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ (ผู้ที่เก็บของตกหายได้ไม่ส่งคืนเจ้าของ)
โดยการเอาทรัพย์ของผู้อื่นที่ตกหายไปโดยที่ผู้เก็บได้ไม่ยอมมอบคืนแก่เจ้าของ ผู้ที่เก็บได้มีความผิดฐานยักยอกทรัพย์สินหายและต้องรับโทษทางอาญา ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 วรรคสอง ซึ่งทรัพย์สินหาย คือทรัพย์ที่มีเจ้าของแต่เจ้าของไม่รู้ว่าทรัพย์สินนั้นตก

หายที่ใดเพราะไม่ทราบสถานที่ที่ตกหาย จึงถือได้ว่าการครอบครองหลุดออกจากตัวเจ้าของแล้วเมื่อของตกหาย ผู้ที่เก็บได้ถือว่าเป็นผู้ที่เข้าครอบครองทรัพย์สินที่ตกหายถ้าเบียดบังทรัพย์นั้นเป็นของตนเองหรือเป็นของผู้อื่นโดยทุจริต ต้องรู้ไว้ว่าทรัพย์สินหายไม่ใช่ทรัพย์ไม่มีเจ้าของแต่เป็นทรัพย์ที่เจ้าของกำลังติดตามหาอยู่ เช่น คำพิพากษาฎีกาที่ 324/2491 ผู้โดยสารลืมผ้าขาวม้า 1 ผืน ไว้ในรถสามล้อ คนขับรถไม่รู้ว่าของใครมาลืมไว้เมื่อใดจึงเก็บเอาไว้เสีย เป็นความผิดฐานยักยอกทรัพย์สินหาย เทียบกับ คำพิพากษาฎีกาที่ 1745/2514 ผู้เสียหายกับคณะกลองยาวไปวัดในพิธีอุปสมบท คณะกลองยาวเล่นกลองยาวบนศาลาอยู่กับผู้เสียหายและญาติ ต่อมาคณะกลองยาวก็ลงจากศาลาประโคมกลองยาวนำหน้านาค โดยมีผู้เสียหายเดินตามไปผู้เสียหายไปได้ 2 เส้น รู้สึกตัวว่าสายสร้อยข้อมือทองคำหายจึงกลับขึ้นไปหาบนศาลา ปรากฏว่า ส. อายุไม่เกิน 7 ปี เก็บสร้อยนั้นได้บนศาลาแล้วเอาไปให้จำเลยที่ 2 อายุ 13 ปี ซึ่งเป็นพี่สาวจำเลยที่ 2 เอาไปให้จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นมารดาที่ข้างศาลาในเวลากระชั้นชิดกัน จำเลยที่ 1 เอาสร้อยห่อพกออกจากวัดไปทันที เมื่อผู้เสียหายไปสอบถาม จำเลยที่ 1 ว่าไม่รู้เห็น พฤติการณ์เช่นนี้ถือว่าสร้อยนั้นยังอยู่ในความยึดถือของผู้เสียหาย ไม่ใช่ทรัพย์ตกหาย จำเลยที่ 1 น่าจะทราบว่าทรัพย์นั้นเป็นของพวกที่มาในคณะกลองยาวและเจ้าของจะติดตามเอาคืนจำเลยที่ 1 จึงมีความผิดฐานลักทรัพย์ ส่วน ส. และจำเลยที่ 2 ไม่มีเจตนาทุจริต จึงไม่มีความผิด
2.3 การที่จะเป็นความผิดฐานลักทรัพย์ หรือยักยอกทรัพย์สินหายนั้น จะต้องมีการนำข้อเท็จจริงแต่ละกรณีที่เกิดขึ้นมาเพราะคำพิพากษาฎีกาแต่ละเรื่องยังต้องอาศัยข้อเท็จจริงเป็นรายกรณี เพราะความผิดฐานลักทรัพย์เป็นเรื่องที่เจ้าของกำลังติดตามหาแล้วผู้เก็บของหายได้รู้ว่ากำลังตามหาอยู่ แต่ยักยอกทรัพย์สินหายต้องเป็นเรื่องที่เจ้าของไม่รู้ว่าของหายที่ไหนและไม่ได้รู้ว่าจะติดตามของหายได้ที่ใด
ข้อสังเกต
แม้ว่าจะมีกฎหมายแพ่งและพาณิชย์บัญญัติไว้เกี่ยวกับสิทธิของผู้เก็บของหายได้ก็ตาม แต่เมื่อมีข่าวการเก็บของหายได้แล้ว ยังมีกรณีที่เจ้าของทรัพย์สินที่หายให้รางวัลผู้ที่เก็บได้น้อยกว่าที่กฎหมายบัญญัติไว้ โดยไม่มีการจ่ายรางวัลตามกฎหมายกำหนดซึ่งสื่อมวลชนก็ไม่ได้นึกถึงเรื่องนี้ด้วย ส่วนนักกฎหมายก็มองว่าเป็นเรื่องที่ไม่มีสิ่งใดแปลกใหม่จนมิได้มุ่งเน้นให้ความรู้ที่เป็นเรื่องทั่วไปอย่างนี้ ต้องมีการส่งเสริมให้ความรู้ที่เป็นกฎหมายเบื้องต้นให้ประชาชนทั่วไป
ได้รู้ถึงสิทธิของตนที่ควรมีควรได้ตามกฎหมายด้วย ไม่มองข้ามสิ่งใดสิ่งหนึ่งที่เป็นว่าธรรมดาในสายตาเรา แต่มันไม่ใช่เรื่องธรรมดาสำหรับคนอื่น ส่วนสำคัญ คือบุคคลทั่วไปไม่ทราบว่านอกจากศีลธรรมในการเก็บของหายได้ต้องส่งคืนเจ้าของแล้ว ยังต้องรับผิดตามกฎหมาย คือ ประมวลกฎหมายอาญาด้วย เพื่อส่งเสริมทั้งความรู้และคุณธรรมสร้างจิตสำนึกดีๆให้สังคมอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุขเพราะของใคร ใครก็รัก ดังนั้นควรให้ผู้อ่านตัดสินใจเอาเองว่าเมื่อเจอของหายควรเก็บไว้เป็นของตัวเอง หรือส่งคืนเจ้าของดีกว่ากัน