ประวัติสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ (ช่วง บุนนาค)

สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์เป็นผู้สืบสายสกุลบุนนาคโดยมี

“เจ้าพระยาอรรคมหาเสนา”(บุนนาค) เป็นต้นสกุลบุนนาคชั้นที่ 1

“สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาประยูรวงศ์”(ดิศ บุนนาค) เป็นชั้นที่ 2  และ

“สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์”(ช่วง บุนนาค) เป็นชั้นที่ 3

 

สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์เป็นบุตรคนใหญ่ของสมเด็จพระยาบรมมหาประยุรวงศ์ (ดิศ บุนนาค) และท่านผู้หญิงจัน สมภพในตอนปลายรัชกาลพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช เมื่อวันที่ 23 ธันวาคม พ.ศ.2351 มีพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกันรวม 9 คน สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ได้รับการศึกษาในวัยเยาว์ที่วัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามราชวรมหาวิหาร เนื่องจากการเรียนของผู้ดีสมัยก่อนนั้นมักจะเรียนกันที่วัด เมื่อเติบใหญ่จึงเรียนวิชาที่บ้านจากบุคคลในตระกูลของท่านเอง โดยสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาประยูรวงศ์ซึ่งเป็นบิดาของท่านได้ดำรงตำแหน่งเป็นพระยาพระคลังเสนาบดีว่าการต่างประเทศและว่าการปกครองหัวเมืองชายทะเลฝ่ายตะวันออก ดังนั้นท่านจึงได้ศึกษาราชการต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการต่างประเทศและการปกครองมาจากบิดาของท่านเอง

 

สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์เริ่มเข้ารับราชการตั้งแต่รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย โดยเริ่มต้นจากการถวายตัวเป็นมหาดเล็ก และได้เลื่อนบรรดาศักดิ์เรื่อยมาจนได้เป็นเจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์อัครมหาเสนาบดีที่สมุหพระกลาโหมในสมัยรัชกาลที่ 4 และเป็นผู้สำเร็จราชการแผ่นดินในสมัยรัชการที่ 5 ผู้มีอำนาจได้สิทธิ์ขาดราชการทั้งปวง มีสรรพอาญาสิทธิ์ถึงประหารชีวิตคนกระทำผิดอุกฤษฏ์โทษได้มีมหันตเดชานุภาพยิ่งใหญ่ไม่มีผู้เสมอ และมีอำนาจสิทธิ์ขาดในราชการแผ่นดินทั่วราชอาณาจักร ได้รับพระราชทานยศชั้นสูงสุดเป็น “สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์” ทรงดวงตรามหาสุริยมณฑลเป็นตราเทพบุตรชักรถในการปฏิบัติราชการซึ่งสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ได้ยึดถือประจำองค์และถือเป็นสัญลักษณ์แทนตัวท่าน โดยสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์เป็นลำดับ ดังนี้

 

  • พ.ศ. 2369 อายุได้ 18 ปี เป็นนายไชยขรรค์ มหาดเล็กหุ้มแพร
  • พ.ศ. 2376 อายุได้ 25 ปี เป็นหลวงสิทธิ์ นายเวรมหาดเล็ก ซึ่งเรียกกันโดยทั่วไปว่า หลวงนายสิทธิ์
  • พ.ศ. 2384 อายุได้ 33 ปี เป็นจมื่นไวยวรนาถ หัวหมื่นมหาดเล็ก
  • พ.ศ. 2385 อายุได้ 34 ปี รัชกาลที่ 3 ทรงเพิ่มสร้อยนามพระราชทานว่า “จมื่นไวยวรนาถ ภักดีศรีสุริยวงศ์”
  • พ.ศ. 2393 อายุได้ 42 ปี เป็นพระยาศรีสุริยวงศ์ วางจางมหาดเล็ก
  • พ.ศ. 2394 อายุได้ 43 ปี เป็นเจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์ สมันพงศพิสุทธิ มหาบุรุษรัตโนดม ว่าที่สมุหพระกลาโหม
  • พ.ศ. 2398 อายุได้ 47 ปี เป็นเจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์ อัครมหาเสนาบดีที่สมุหพระกลาโหมเต็มตำแหน่ง
  • พ.ศ. 2412 อายุได้ 61 ปี เพิ่มยศเจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์ และเป็นผู้สำเร็จราชการแผ่นดิน
  • พ.ศ. 2416 อายุได้ 65 ปี เป็นสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ มีสร้อยสมญาภิไธยนามตามจารึกในสุพรรณบัฏว่า

 

“สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ สมันตพงศ์พิสุทธิ์ มหาบุรุษรัตโนดม บรมราชุตมรรคมหาเสนาธิบดี มหาสุริยมัณฑลีมุรธาธร จักรรัตนสหจรสุรศรขรรค์ วรลัญจธานินทร์ ปรมินทรมหาราชวรานุกูล สรรพกิจจานุกิจมูลประสาท ปรมามาตยกูลประยูรวงศ์วิวัฒน์”

 

สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์สมรสกับท่านผู้หญิงกลิ่น มีบุตรธิดา 4 คน เป็นบุตรชาย 1 คน นอกจากนี้ ท่านยังสมรสกับท่านพันและท่านหยาดบุตรีพระยาวิชยาธิบดี (เมือง บุนนาค) แต่ไม่มีบุตรด้วยกัน ในบั้นปลายชีวิตของท่านมักจะพักอยู่ที่เมืองราชบุรี และถึงแก่พิราลัยด้วยโรคลมบนเรือที่ปากคลองกระทุ่มแบน ราชบุรี เมื่อวันที่ 19 มกราคม พ.ศ.2425 รวมอายุ 74 ปี และนับเป็นบุคคลที่ดำรงบรรดาศักดิ์ระดับ “สมเด็จเจ้าพระยา” เป็นคนสุดท้ายของประวัติศาสตร์ไทย