คุณูปการของสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์เกี่ยวกับกฎหมายไทย

      สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ (ช่วง บุนนาค) เป็นมหาบุรุษผู้มีชื่อเสียงโดดเด่นที่สุดในบรรดาสมาชิกทั้งหลายของตระกูลบุนนาค สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์เริ่มเข้ารับราชการในตำแหน่งต่าง ๆ มาตั้งแต่รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิหล้านภาลัยจนถึงรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว มีบทบาทและหน้าที่ความรับผิดชอบต่างๆมากมายในฐานะที่เป็นขุนนางผู้ซื่อสัตย์และจงรักภักดี อาทิเช่น บทบาททางด้านกฎหมาย การเมือง การปกครอง การเป็นแม่กองในการก่อสร้าบูรณะซ่อมแซมสถานที่ต่างๆ ตลอดจนเป็นผู้มีบทบาทในด้านวรรณกรรม การละคร และดนตรี

 

บทบาทก่อนดำรงตำแหน่งผู้สำเร็จราชการแผ่นดิน

 

- ปี พ.ศ.๒๓๙๘

 

         เซอร์ จอห์น บาวริ่ง ราชทูตอังกฤษได้เชิญราชสาสน์ของสมเด็จพระราชินีวิกตอเรีย เข้ามาเจริญพระราชไมตรีขอทำหนังสือสัญญาระหว่างประเทศ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงแต่งตั้งข้าหลวง๕คน โดยมีเจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์ (ช่วง บุนนาค) ร่วมอยู่ด้วย ในครั้งนั้นประเทศไทยได้ทำการเจรจาทำสัญญาการค้าและไมตรีกับประเทศมหาอำนาจเป็นผลสำเร็จ แม้จะต้องโอนอ่อนผ่อนตามไปบ้างในยุคล่าอาณานิคม แต่ไทยก็สามารถรักษาเอกราชไว้ได้

 

- ปี พ.ศ.๒๓๙๙

 

        ทูตอเมริกันและฝรั่งเศสได้เข้ามาทำหนังสือสัญญาการค้า โดยมีเจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์เข้าร่วมทำสัญญาด้วยจึงมิทำให้คนไทยต้องเสียเปรียบแก่ต่างชาติแต่อย่างใด

 

บทบาทเมื่อดำรงตำแหน่งเป็นผู้สำเร็จราชการแผ่นดิน

 

        หลังจากพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวสวรรคตแล้ว ที่ประชุมเสนาบดีและพระบรมวงศานุวงศ์ได้อัญเชิญเจ้าฟ้าจุฬาลงกรณ์ขึ้นเป็น "พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕" และให้สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์เป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ผู้มีอำนาจเต็ม กล่าวคือ การทำหน้าที่ผู้สำเร็จราชการแผ่นดินเมื่อพระเจ้าแผ่นดินยังทรงพระเยาว์ของสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ในครั้งนี้ไม่เหมือนครั้งก่อน ๆ ในประวัติศาสตร์ แต่ก่อนนั้นพระเจ้าแผ่นดินทรงปรึกษาผู้สำเร็จราชการแผ่นดินแล้วจึงเสด็จออกท้องพระโรงแล้วทรงรับสั่งเอง แต่การทำหน้าที่ผู้สำเร็จราชการแผ่นดินของสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ในครั้งนี้อำนาจเด็จขาดทั้งหมดอยู่ที่ผู้สำเร็จราชการแผ่นดิน สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์จึงต้องคิดวิธีว่าราชการบ้านเมืองในหน้าที่ของผู้สำเร็จราชการแผ่นดินขึ้นเพื่อใช้เป็นหลักในการปฏิบัติสืบต่อไป ดังนั้น ในการจัดระเบียบราชการครั้งนี้จึงอาศัยแนวคิด ๒ ประการ คือ

 

  ประการที่หนึ่ง  คือ การบังคับบัญชาข้าราชการบ้านเมืองนั้น ไม่ได้เอาอำนาจไว้แต่ในตัวผู้สำเร็จราชการแผ่นดินเท่านั้น แต่เป็นไปด้วยการปรึกษาหารือพร้อมเพรียงกันของข้าราชการผู้ชั้นผู้ใหญ่ทั้งฝ่ายพลเรือนและทหารซึ่งจะมีการประชุมกัน ณ หอวรสภาภิรมย์ ภายในพระบรมมหาราชวัง

  ประการที่สอง   คือ การฝึกหัดให้สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงสามารถว่าราชการบ้านเมืองได้เอง และมีการจัดพระราชานุกิจของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเพื่อเตรียมพระองค์ให้ทรงพร้อมที่จะปกครองแผ่นดิน ซึ่งในการนี้หากมีปัญหาใด ๆ สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์จะเป็นผู้มีอำนาจเด็ดขาดในการตัดสิน

 

        สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ยังเป็นผู้มีบทบาทในการจัดตั้งระบบศาล ระบบกงสุล และตรากฎหมายที่สำคัญซึ่งได้แก่พระราชบัญญัติต่าง ๆ ดังนี้

 

- พ.ศ.๒๔๑๑

 

         มีการตรากฎหมายลดอัตราดอกเบี้ย จากเดิมซึ่งคิดอัตราดอกเบี้ยเป็นร้อยละ ๓๐-๔๐ หรือร้อยละ ๕๐-๖๐ ต่อปี ลดลงเหลือไม่เกินร้อยละ ๑๕ ต่อปี ซึ่งเป็นกฎหมายสำคัญที่ช่วยสกัดกั้นมิให้คนต้องกลายเป็นทาส

 

- พ.ศ.๒๔๑๓

 

       มีการตรากฎหมายพยาน เพื่อป้องกันมิให้มีการถ่วงคดีทำให้การพิจารณาคดีในศาลรวดเร็วขึ้น และได้มีการตราพระราชบัญญัติต่าง ๆ เช่น กฎหมายลงทะเบียนที่ดิน การขายฝิ่น เป็นต้น โดยร่วมกับคณะเสนาบดีร่างถวายทรงทราบเพื่อลงปรมาภิไธย เป็นต้น

 

         นอกจากการตรากฎหมายดังกล่าวแล้ว สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ยังเป็นผู้ที่มีความเฉียบแหลมและเด็ดขาดในการระงับเหตุการณ์ต่าง ๆ ได้อย่างรวดเร็วและสามารถป้องกันไม่ให้ต่างชาติอ้างเหตุเพื่อเข้าแทรกแซงอำนาจการรักษาความสงบภายในประเทศอีกด้วย